วิตามินที่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

โรคเบาหวาน Diabetes mellitus (DM) เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เกิดจากความผิดปกติในกระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาการที่แสดงออกในคนที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่  ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิวมากกว่าปกติ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ชาปลายมือปลายเท้า แผลหายช้า คันผิวหนัง อาการที่พบบ่อยนี้จะเริ่มสังเกตเห็นได้เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารสูงมากกว่า 200 mg/dL นอกจากนี้ยังสามารถพบโรคเรื้อรังอื่นๆ ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงร่วมกับภาวะเบาหวานได้ โดยโรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อน ผลิตอินซูลินไม่เพียงพอหรือเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินที่ผลิตซึ่งอินซูลินนี้มีส่วนในการเผาผลาญน้ำตาลให้ กลายเป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายมีปัญหาก็จะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้จึงมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือด เบาหวานมี 2 ชนิด ได้แก่

  • เบาหวานชนิดที่ 1 มีสาเหตุมากจาก ความบกพร่องของร่างกายเองทำให้ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เองหรือสร้างได้ไม่เพียงพอ จึงต้องรับการฉีดอินซูลินจากภายนอก เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย ส่วนใหญ่พบในผู้ที่อายุน้อยกว่า 35 ปี
  • เบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าตับอ่อนสามารถผลิตอินซูลินได้ปกติ แต่ร่างกายมาสามารถใช้ได้เป็นปกติ เนื่องมากจากมีภาวะการดื้อของอินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินถูกทำลายไป พบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังเกี่ยว ข้องกับพันธุกรรมอีกด้วย รักษาโดยการได้รับยารับประทานหรือได้รับอินซูลินแบบฉีด พบได้ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วย นอกจาก นี้ยังสามารถเกิดกับคนได้ทุกวัย

นอกจากนี้ยังมีภาวะเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ เกิดขึ้นในหญิงมีครรภ์ซึ่งไม่เคยมีประวัติเบาหวานมาก่อนหรือเคยมีประวัติเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

 สาเหตุของโรคเบาหวาน ได้แก่

  • พันธุกรรม
  • ภาวะอ้วน
  • ความผิดปกติของตับอ่อน
  • พฤติกรรมการบริโภค
  • การออกกำลังกาย

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะเวลากลางคืน
  • น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียง่าย
  • ตาพร่ามัว
  • คลื่นไส้
  • ผิวหนังแห้ง มีอาการคันตามตัว
  • อารมณ์แปรปรวน
  • แผลหายช้า

 การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

อาศัยการตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก เบื้องต้นแพทย์จะสอบถามอาการผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยขอบผู้ป่วยและบุคคลในครอบครัว โดยการตรวจเลือดสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่

  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ เมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวานตามที่กล่าวมาอย่างชัดเจน และตรวจเลือดเวลาใดก็ได้ โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หากมีระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ผู้ป่วยต้องงดรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ให้พลังงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนทำการตรวจ โดยมักตรวจในตอนเช้า หากตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • การตรวจน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1C) เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมปริมาณได้ดีมากน้อยแค่ไหน เมื่อฮีโมโกลบินทำปฏิกิริยากับน้ำตาลในเลือดจึงทำให้เกิดฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี ขึ้น หากระดับน้ำตาลในเลือดมากก็จะพบฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี มากเช่นกัน ซึ่งค่าที่ได้หากพบตั้งแต่ 5% ขึ้นไป แสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
  • การทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด (Oral Glucose Tolerance Test : OGTT) เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังการดื่มน้ำที่มีน้ำตาลกลูโคสละลายอยู่ 75 กรัม หากพบระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคเบาหวาน

 วิธีการป้องกันโรคเบาหวาน

  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้งๆละ 30 นาที
  • ลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวสูงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้
  • รับแสงแดดอ่อนเป็นประจำ ทราบหรือไม่คะว่าวิตามินดีสามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ด้วย ดังนั้นจึงควรได้รับ แสงแดดอ่อนเป็นประจำ โดยควรได้รับแดดในช่วงก่อน10โมงเช้าหรือหลัง4โมงเย็นเป็นประจำหรือการรับประทานวิตามินดีเสริมก็ สามารถช่วยเพิ่มระดับวิตามินได้
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์มีผลทำให้ตับเกิดการเสื่อมสภาพลง ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง เกิดการสะสมของน้ำตาลในเลือดได้
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตและไขมัน

 แนวทางการรักษาโรค

หลังจากแพทย์วินิจฉัยแล้ว แพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานหรือได้รับการฉีดยาตามอาการและความรุนแรงของโรค ซึ่งยาแผนปัจจุบันก็มีหลากหลายประเภท ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวและรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภคอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ

นอกจากนี้ยังมีการรับประทานวิตามินเสริมเพื่อช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ได้แก่

  • Chromium เป็นแร่ธาตุที่สำคัญในร่างกาย ในผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 พบว่า Chromium ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ปกติ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการเผาผลาญ Carbohydrate นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มระดับไขมันดี HDL มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจ ในคนบางกลุ่มใช้ Chromium ในด้านการควบคุมน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ ช่วยลดไขมัน ที่สะสม ในร่างกาย สามารถพบ Chromium ได้ในอาหารประเภท บล็อคโคลี่ ถั่วเขียว มันฝรั่ง ไข่แดง ธัญพืช ควรหลีก เลี่ยงการรับประทาน Chromium ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร และในผู้ป่วย ที่มีความผิดปกติด้านพฤติกรรมและ ความผิดปกติทางจิต ระวังหากได้รับในปริมาณสูงสามารถเกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้

  • Thiamine (Vitamin B1) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 สัมพันธ์กับการขาด Vitamin B1 Vitamin B1 เป็นสารที่ช่วยในการเปลี่ยน Carbohydrate เป็นน้ำตาลและช่วยในการกระตุ้นการใช้น้ำตาลของเซลล์ นอกจากนี้ Vitamin B1 เป็นสารที่ป้องกันและรักษาอาการเสื่อมของปลายประสาทส่วนปลาย (Neuropathy) ที่เกิดจากเบาหวาน ป้องกันภาวะความจำเสื่อม กระตุ้นการเรียนรู้ Vitamin B1 พบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ถั่ว ส้ม ไข่

  • Alpha Lipoic Acid เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในร่างกาย ช่วยในการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลเป็นพลังงาน ลด Oxidative stress ทำให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินดีขึ้น ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงลดลง ลดอาการเสื่อมของปลายประสาทส่วนปลาย สามารถพบได้ในเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ผักโขม แครอท บล็อคโคลี่ มะเขือเทศ ควรระมัดระวังการรับประทาน Alpha Lipoic Acid สามารถทำให้เกิดอาการ น้ำตาลต่ำได้ หากรับประทานร่วมกับยารักษาภาวะเบาหวานหรือรับประทานในปริมาณที่สูง

  • Green Tea ในชาเขียวมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระชื่อ EGCG (epigallocatechin gallate) จากการศึกษา พบว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารและค่าระดับน้ำตามเฉลี่ยใน 3 เดือน (HbA1C) ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้

  • Magnesium เป็นแร่ธาตุที่สำคัญของร่างกาย มีความสำคัญในการควบคุมระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ ความแข็งแรงของกระดูกและควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ จากการศึกษาพบว่า ในคนที่ขาด Magnesium จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้น สามารถพบ Magnesiumได้ในอาหารประเภท ถั่ว ธัญพืช อะโวคาโด ผักใบเขียวต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี แตงกวา ผักโขม เป็นต้น Magnesium มีฤทธิ์ระบายสามารถเกิดอาการถ่าวเหลวได้ ควรระวังในผู้ที่มีประวัติโรคไตและผู้ป่วยที่รับประทานยาขับปัสสาวะ ยาฆ่าเชื้อแลยาที่ควบคุมระดับความดันโลหิตสูง

  • Resveratrol เป็นกลุ่มของสาร Polyphenol ที่มีฤทธิ์ Antioxidant ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ Resveratrol ช่วยให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินของร่างกายดีขึ้น ลดระดับน้ำตาลในเลือดและค่าระดับน้ำตามเฉลี่ยใน 3 เดือน ป้องกันการทำลายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ Resveratrol พบได้ในผิวขององุ่นแดงรวมถึงผลิตภัณฑ์จากองุ่นแดง บลูเบอร์รี่และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ ควรระมัดระวังการรับประทาน Resveratrol ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรระมัดระวังในผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด เนื่องจากResveratrol ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน (Estrogenic activity) ดังนั้นควรระมัดระวังการใช้ในผู้หญิงที่มีประวัติการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจน นอกจากนี้ควรระมัดระวังการรับประทาน Resveratrol ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ในการรักษาโรคเบาหวานควรมีปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานยาหรืออาหารเสริมใดๆนอกจากนี้ยังควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรเลือกซื้อยามารับประทานเอง หากพบอาการของโรคเบาหวานแต่เนิ่นๆสามารถควบคุมการดำเนินไปของโรค ช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

 

Reference :