คุณผู้หญิงโปรดฟัง! 5 วิธีลดความเสี่ยงการเกิด โรคมะเร็งเต้านม

“ โรคมะเร็งเต้านม หนึ่งในภัยร้ายของผู้หญิง ”

โรคมะเร็งเต้านม ถือเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง ซึ่งสร้างความเครียดและความกังวลใจให้กับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อยู่ไม่น้อย

แต่อย่าพึ่งกังวลใจไปค่ะ เพราะมะเร็งเต้านมสามารถป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้นั้นมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทำงานของเราในปัจจุบันที่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สามารถกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมได้โดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ความเครียด การกินอาหารหรือการกินยาบางประเภท นอกจากนี้บางคนยังเกิดมาพร้อมปัจจัยเสี่ยงแฝง ซึ่งหากไม่รู้จักป้องกันตัวเองก็จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้สูงขึ้น

วันนี้ Vitaboost จึงอยากแนะนำวิธีป้องกัน โรคมะเร็งเต้านม โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น รวมถึงการตรวจคัดกรองหาความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะโรคนี้เป็นภัยร้ายใกล้ตัวโดยเฉพาะกับผู้หญิง สำหรับบทความนี้ หมออยากจะให้คุณได้ลองอ่าน และทำความเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงรวมไปถึงวิธีการป้องกันโรคนี้ไปพร้อมๆ กันนะคะ

สัญญาณเตือนของมะเร็งเต้านม

ถ้าหากพูดถึง โรคมะเร็งเต้านม แล้ว คุณอาจจะคิดว่าการเป็นมะเร็งเต้านมจะต้องมีแผลแตกออกที่บริเวณเต้านมและเจ็บปวดมาก แต่จริงๆ แล้วโรคนี้มักจะมีอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจงค่ะ แต่สัญญาณเตือนว่าคุณต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม คือ การคลำพบก้อนที่เต้านมโดยไม่จำเป็นต้องมีอาการเจ็บปวดเลย

ส่วนอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกว่า คุณมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมคือการที่รูปร่างของเต้านมหรือหัวนมเปลี่ยนไป เช่น เต้านมอาจโตขึ้น แฟบลง ผิดรูป บวมร้อนแดง หรือหัวนมบุ๋ม มีแผลเรื้อรังที่เต้านม มีของเหลวไหลออกจากหัวนม และในบางคนอาจมีรักแร้บวมร่วมด้วย

ระยะของมะเร็งเต้านม

ถ้าหากตรวจพบโรคมะเร็งเต้านม อย่าเพิ่งกังวลจนเกินไปค่ะ เพราะมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายได้ โดยมะเร็งเต้านมสามารถแบ่งตามขนาดและการแพร่กระจายได้ 4 ระยะ ดังนี้

ระยะของโรคมะเร็งเต้านม

ระยะที่ 0: ในระยะนี้ก้อนมะเร็งจะมีขนาดเล็กมาก และเซลล์มะเร็งจะอยู่เฉพาะในชั้นผิวของเนื้อเยื่อเต้านม ถ้าตรวจเจอในระยะนี้ โอกาสรักษาหายจะสูงมาก เพราะยังไม่มีการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ จึงยังไม่ถือว่าเป็นโรคมะเร็งค่ะ

ระยะที่ 1: เป็นระยะที่ก้อนมะเร็งเริ่มมีขนาดโตขึ้น แต่ยังไม่ถึง 2 เซนติเมตร ซึ่งมะเร็งในระยะนี้จะยังไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นๆ หากตรวจพบในระยะนี้จะยังมีโอกาสรักษาหายได้สูง

ระยะที่ 2: เป็นระยะที่มะเร็งมีขนาดโตขึ้นหรืออาจกระจายออกไปเล็กน้อย แบ่งได้เป็น 2 ระยะย่อย ได้แก่

  • 2a: เป็นระยะที่ก้อนมะเร็งเริ่มมีขนาดโตขึ้น แต่ยังไม่ถึง 2 เซนติเมตร ซึ่งมะเร็งในระยะนี้เริ่มมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งที่มีขนาดโตขึ้น 2-5 เซนติเมตร แต่ยังไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นๆ
  • 2b: เป็นระยะที่ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร และมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แบบผิวๆ หรือมะเร็งที่มีขนาดโตมากกว่า 5 เซนติเมตร แต่ยังไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นๆ

ระยะที่ 3: เป็นระยะที่มะเร็งมีขนาดโตขึ้นหรืออาจกระจายออกไปยังระบบน้ำเหลืองแล้ว ระยะนี้แบ่งได้เป็น

  • 3a: เป็นระยะที่อาจยังไม่พบก้อนมะเร็ง ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร หรือใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่มะเร็งจะมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แบบกินลึกแล้ว แต่ยังไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ
  • 3b: ก้อนมะเร็งขนาดเท่าใดก็ได้ มีการทะลุออกมายังบริเวณผิวหนัง และอาจกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ก็ได้ แต่ยังไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ

ระยะที่ 4: เป็นระยะสุดท้าย มะเร็งมีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่ไกลออกไป เช่น กระดูก ปอด สมอง ซึ่งถือว่าเป็นระยะที่อันตรายมากที่สุด และโอกาสที่จะรักษาหายนั้นจะค่อนข้างต่ำ

สาเหตุที่ทำให้เป็นมะเร็งเต้านม

ถ้าหากถามถึงสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมแล้ว ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัดที่จะสามารถบอกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่

แต่ การชน การสัมผัสเต้านม หรือการกระแทก ไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใดและไม่ใช่โรคติดต่อด้วย

ดังนั้นจากการวิจัยทางการแพทย์พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ โดยหมอจะขอแบ่งปัจจัยเสี่ยงเป็น 2 หัวข้อหลักๆ นะคะ

1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

เพศ

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม

ถ้าหากพูดถึงเรื่องเพศ เราอาจสามารถพูดได้ว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิงเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมได้ โดยเพศหญิงนั้นจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้มากกว่าเพศชาย ถึงแม้ว่าเพศชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ก็ตาม แต่ถ้าเราเปรียบเทียบโรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิง ก็คงจะเหมือนกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย ซึ่งมีผลมาจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน หรือฮอร์โมนเพศชาย ที่เป็นตัวกระตุ้นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั่นเอง

อายุ

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

เป็นธรรมดาที่อายุเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้นตาม ไม่ใช่แค่โรคมะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะพบเห็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมได้บ่อยในช่วงอายุ 40-50 ปี

พันธุกรรม

ปัจจัยนี้จะค่อนข้างมีความสำคัญสูง

เพราะความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมจะมากขึ้น ถ้าหากมีญาติที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน

ยิ่งญาติโดยตรงจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ดังนั้น ถ้าคุณมีคุณแม่ หรือพี่น้องที่เป็นโรคนี้หรือเคยเป็นควรต้องเฝ้าระวังตัวเองอย่างใกล้ชิด

มีช่วงอายุที่มีประจำเดือนนาน

โดยปกติแล้วการเจริญเติบโตและการทำงานของเต้านมจะมีผลมาจากการทำงานของฮอร์โมนหลายชนิด และหนึ่งในนั้นคือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิง ที่จะผลิตจากรังไข่ในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่ มีผลให้ร่างกายมีการกระตุ้นการแบ่งเซลล์เต้านมซึ่งจะมีไปตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ แต่หลังจากที่ร่างกายเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน รังไข่จะหยุดผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน มีผลทำให้เซลล์เต้านมหยุดการแบ่งตัว

พูดง่ายๆ คือการที่เต้านมได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศหญิงนานเท่าไหร่ ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกเร็วกว่าปกติ หรือมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี และประจำเดือนหมดช้ากว่าอายุ 55 ปี ค่ะ

2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมหรือป้องกันได้

ภาวะอ้วน

ถึงแม้ว่าฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิง จะถูกสร้างจากรังไข่เป็นหลัก

แต่คุณรู้ไหมว่า ฮอร์โมนเพศหญิงก็สามารถถูกสร้างจากเนื้อเยื่อไขมันได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่มีรูปร่างอ้วน และอยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือนจะยิ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงขึ้น เพราะในช่วงหมดประจำเดือนนั้น รังไข่จะหยุดสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่บริเวณเต้านมกลับยังได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โนเอสโตรเจนที่ผลิตมาจากเนื้อเยื่อไขมันอยู่ จึงจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อป้องกันการได้รับไขมันในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น

การไม่มีลูกหรือมีลูกช้า

เพราะการตั้งท้องมีผลให้ร่างกายหยุดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงทำให้บริเวณเต้านมไม่ได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศหญิงไปประมาณ 9 เดือน หรือนานกว่านั้นถ้าหากมีการให้นมบุตรเองด้วย

การรับประทานยาคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมแต่หากหยุดยาคุมกำเนิดนาน 10 ปี โอกาสเสี่ยงจะลดลงเท่าคนทั่วไป

การได้รับฮอร์โมนเพศหญิงเป็นเวลานาน

การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อทดแทนช่วงวัยหมดประจำเดือนเป็นระยะเวลานานกว่า 5 ปีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 1.3 เท่า แต่หากหยุดฮอร์โมนนาน 5-10 ปี โอกาสเสี่ยงจะลดลงเท่าคนทั่วไป

การไม่ออกกำลังกาย

ทีมนักค้นคว้ายด้านการแพทย์จาก Cambridge University ได้ทำการทดลองและเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ทั้งเพศหญิงและเพศชาย จำนวนกว่า 300,000 คน เป็นระยะเวลา 12 ปี และพบว่า

หนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตนั้นเกิดจากการไม่ได้ออกกำลังกาย มากกว่าสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคอ้วน ถึง 2 เท่า

ดังนั้นจึงได้ข้อสรุปว่า การออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม เป็นปัจจัยที่สามารถช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ อวัยวะ และระบบต่างๆ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน

ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โรคมะเร็งเต้านม

การดื่มแอลกอฮอล์เพียงวันละนิด ไม่ว่าจะดื่มไวน์วันละครึ่งแก้ว หรือดื่มเบียร์วันละหนึ่งแก้วเป็นประจำทุกวัน จะทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น เนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มมากขึ้น

แต่ถ้าหากดื่มเครื่องดื่มแอลอฮอล์ร่วมกันกับการสูบบุหรี่ปัจจัยเสี่ยงจะเพิ่มมากว่า 30% เลยทีเดียว

การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

เนื่องจากสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมยังไม่สามารถอธิบายได้ หมอจึงอยากแนะนำให้คอยสังเกตุถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเองนะคะ และลองปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ควบคู่ค่ะ

1.หลีกเลี่ยง หรือจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่

ป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

ในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงไม่กี่ครั้งในหนึ่งอาทิตย์ สามารถทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นถ้าหากลดปริมาณการดื่มลงได้ จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้ส่วนหนึ่งค่ะ

แต่ถ้าหากอดใจไม่ได้จริงๆ ทาง American Cancer Society แนะนำว่าผู้หญิงไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่า 1 ดริ๊งต่อวัน

รู้อย่างนี้แล้วสาวๆ ขาดื่มทั้งหลายควรต้องพยายามลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ

2. ออกกำลังกาย

ป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

แน่นอนอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายนั้นไม่ได้มีผลดีต่อหัวใจเท่านั้น เพราะมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายนั้นสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย เพราะการออกกำลังกายสามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและระดับอินซูลินในร่างกายได้

โดย SITEMAN Cancer Center ได้แนะนำว่า เพียงแค่การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอถือว่าเป็นกระสุนเงินเลยก็ว่าได้นะคะ

3. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันสูง

ป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

การกินอาหารประเภทไขมันสูงจะมีส่วนประกอบของไขมันทรานซ์ และไขมันอิ่มตัวจากสัตว์เป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นอาหารโปรดของเซลล์มะเร็งเลยก็ว่าได้ และนอกจากเสี่ยงเกิดมะเร็งแล้ว ยังทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคอ้วนอีกด้วย

ทางที่ดี คือ ควรหันมารับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ และอาหารที่มีไขมันต่ำ อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต นมพร่องมันเนย กรีกโยเกิร์ต น้ำเต้าหู้ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เป็นต้น เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้เราห่างไกลโรคร้ายต่างๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของร่างกายเราได้อีกด้วยค่ะ

4. ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนวัยหมดประจำเดือน

ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนมักจะอาการต่างๆ เช่น อาการร้อนวูบวาบ มีเหงื่อมากในเวลากลางคืน นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน และรู้สึกอ่อนเพลียง่าย เป็นต้น ดังนั้นการรักษาด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน ถือเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

ซึ่งจากการศึกษาของ WHI พบว่า ผู้หญิงที่ได้รับยาฮอร์โมน มีโอกาสพบมะเร็งเต้านม เพิ่มมากขึ้น 24% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับฮอร์โมน

ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด และไม่ควรไปซื้อหายาหรือครีมสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิงมาใช้ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมได้

5. หมั่นตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

เพื่อช่วยค้นหามะเร็งเต้านมในระยะที่ยังไม่แสดงอาการของโรคดังนี้ค่ะ

ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

1. ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง เป็นวิธีที่ง่ายและยังช่วยกระตุ้นให้เราเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดกับเต้านมตัวเองมากขึ้น ควรตรวจทุกเดือนหลังประจำเดือนหมดไปประมาณ 7 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่เต้านมมีขนาดเล็กที่สุดสามารถตรวจพบสิ่งผิดปกติได้ง่าย ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่เวบไซด์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

2. ตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 1 ครั้งต่อปี เมื่อมีอายุตั้งแต่  20 ปีขึ้นไป

3. ตรวจเต้านมด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านมหรือแมมโมแกรม เป็นการเอกซเรย์เต้านมทั้งในท่าแนวตรงกับแนวเอียง ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถค้นพบมะเร็งขนาดเล็กได้ก่อนที่เราจะคลำพบก้อน และแมมโมแกรมสามารถลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมได้ถึง 44% ควรตรวจทุกๆ ปีในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือในหญิงที่มีความเสี่ยงเกิดมะเร็งเต้านม

สรุป

ถึงแม้ว่ามะเร็งเต้านมจะรักษาได้ แต่วิธีรักษาค่อนข้างยุ่งยาก เสียเงิน เสียเวลา และอาจเกิดอาการข้างเคียงได้ รู้อย่างนี้แล้วคุณเห็นด้วยกับหมอไหมคะว่า คุณสามารถลดความเสี่ยงในการเป็น โรคมะเร็งเต้านม ได้ด้วย 5 เทคนิคนี้ และเพียงแค่เราหันมาใส่ใจสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ ผ่อนคลายความเครียด หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน  และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนโดยไม่จำเป็น

หมอจึงอยากแนะนำว่าควรหมั่นตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และหากมีความผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที นอกจากนั้นแล้วอย่าลืมใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารนะคะ เพราะอาหารบางชนิดสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้เหมือนกันค่ะ

สุดท้ายนี้หมอเชื่อว่าถ้าคุณทำตามวิธีที่หมอแนะนำข้างต้น เราจะสามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ไม่ยากเลยค่ะ