5 เทคนิคป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

เมื่อเราอายุมากขึ้น เป็นธรรมดาที่ความเสี่ยงในการเกิดโรดต่างๆ ก็จะสูงขึ้นตาม โดยส่วนใหญ่โรคเรื้อรังเหล่านั้นก็คงหนีไม่พ้น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรคเรื้องรังที่มักเกิดขึ้นในผู้ชายอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป คือ “ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ” ค่ะ

จากรายงานของ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าโรคมะเร็งต่อลูกหมากนั้นเป็น 1 ใน  4 โรคที่พบมากในผู้ชายไทยสูงอายุรองจาก โรคหัวใจ โรคความดันเลือดสูง และโรคเบาหวาน

ส่วนอาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก ในระยะแรกส่วนใหญ่จะยังไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา แต่เมื่อเซลล์มะเร็งขยายตัวมากขึ้น อาจเกิดการกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก และเกิดอาการต่างๆ อีกหลายอย่างเช่น ไม่สามารถปัสสาวะได้ ปัสสาวะขัดต้องเบ่งนาน ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน ปวดแสบระหว่างปัสสาวะ ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดได้

ซึ่งผลการวิจัย จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงให้เห็นว่า หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คือ อาหาร ดังนั้นเมื่อลองเปรียบเทียบผู้ชายญี่ปุ่นที่มักจะทานปลากับถั่วเป็นประจำ พบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จะน้อยมาก ในทางกลับกันเมื่อเทียบกับผู้ชายญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในแถบยุโรป ที่บริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ให้พลังงานสูง และอาหารจำพวกเนื้อแดงอย่างต่อเนื่อง จะมีอัตราการเกิดโรคนี้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

วันนี้ Vitaboost มี 5 เทคนิคลดความเสี่ยงในการเกิด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จะมาแชร์ให้ฟังค่ะ

1. อาหารไขมันสูงต้องลด หรือหลีกเลี่ยง!

เทคนิคลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

อาหารที่เราทานเข้าไปสามารถเป็นแหล่งก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง เมื่อเราทานอาหารที่มีไขมันสูง ไขมันเหล่านั้นจะถูกย่อยเป็นกรดไขมัน และกรดไขมันเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในร่างกายและกระตุ้นให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายจำนวนมาก

โดยสารอนุมูลอิสระพวกนี้จะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเสียหาย  และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย ดังนั้นแหล่งไขมันที่ควรลดหรือหลีกเลี่ยงได้แก่ อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันจากไขมันสัตว์ และกะทิ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากร่างกายไม่ได้รับไขมันเลย ร่างกายอาจจะไม่สามารถดูดซึมวิตามินบางชนิดเข้าสู่ร่างกายได้ และไขมันก็ยังคงเป็น 1 ในอาหาร 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงควรหันมาบริโภคอาหารที่มีกรดไขมันค่อนข้างต่ำ อย่าง น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันพืชจากถั่วลิสงในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสมแทน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งน้อยลง อีกทั้งยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอื่นๆ อย่างเช่น โรคอ้วน อีกด้วยค่ะ

2. อาหารประเภทเนื้อแดง เป็นไปได้อย่าทานบ่อย

เทคนิคลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในเนื้อแดง หรือเนื้อสัตว์ใหญ่นั้น ตามที่ขายในท้องตลาดปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะใส่สารเคมีประเภทไนเตรตและไนไตรต์ ที่เป็นทั้งสารเคมีชนิดสารเร่งเนื้อแดงทำให้มีสีแดงน่ารับประทาน และสารกันเสียโดยการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่เป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารบูดเน่า ซึ่งสารเคมีชนิดนี้จะพบเห็นได้มากในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอม กุนเชียง และแฮม

โดยถ้าหากได้รับสารชนิดนี้มาเกินไป จะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยสารไนเตรตจะถูกแบคทีเรียในกระเพาะอาหารและลำไส้เปลี่ยนให้เป็นสารไนไตรต์ ซึ่งมีผลทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติและทำให้เซลล์ขาดออกซิเจน จึงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก

และถึงแม้ว่าจะได้รับสารไนเตรตและไนไตรต์ในปริมาณน้อย แต่ในระยะเวลานาน จะทำให้เกิดพิษเรื้อรัง โดยสภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและสารไนไตรต์จะทำปฏิกิริยากับสารประกอบในอาหาร ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งอย่าง ไนโตรซามีนขึ้น จึงทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ อย่างเช่น ทางเดินหายใจ ตับ ไต และกระเพาะปัสสาวะ ได้

ดังนั้นควรหันไปเลือกรับประทานโปรตีนจากเนื้อขาว เช่นเนื้อไก่ เนื้อปลา หรือโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง แทนจะดีกว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

3. ผัก ผลไม้ ควรรับประทานมากขึ้น

เทคนิคลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าผักและผลไม้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ที่มีสีเขียวจัด สีแดง สีส้ม และสีเหลือง จะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนในการช่วยบำรุงร่างกายและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ 

ทั้งนี้ มะเขือเทศ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  เนื่องจากมะเขือเทศนั้นอุดมไปด้วยสารไลโคปีนที่เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์

จากงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า สารไลโคปีนในมะเขือเทศนี้มีส่วนช่วยในการชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นอย่างมาก

ยิ่งเมื่อนำมะเขือเทศไปผ่านความร้อนจนสุก จะทำให้มีปริมาณไลโคปีนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นอกจากนั้นแล้วในมะเขือเทศที่มีการผ่านความร้อน จะทำให้การยึดจับของสารไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศนั้นอ่อนตัวลง ทำให้สารไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า หรือทำให้สารไลโคปีนเปลี่ยนรูปแบบเป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้งานง่าย

ดังนั้นไลโคปินจะพบมากในผลิตภัณฑ์มะเขือเทศต่างๆ เช่น มะเขือเทศปรุงสุก ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ และซุปมะเขือเทศ เป็นต้น

4. รับประทานอาหารพวกธัญพืชไม่ขัดสีและวิตามินอี มากๆ

เทคนิคลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

อาหารจำพวกธัญพืชไม่ขัดสีจะอุดมไปด้วยสารซีลีเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและสามารถทำงานร่วมกันกับวิตามินอีได้ เพื่อช่วยให้สามารถชะลอความเสื่อมของร่างกาย การแข็งตัวของเนื้อเยื่อต่างๆ ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองตีบ และป้องกันมะเร็งได้ดังนั้นเมื่อทำงานคู่กันกับวิตามินอี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ควรได้รับในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการข้างเคียง อย่าง เล็บเปราะ รู้สึกขมในปาก และโรคของระบบทางเดินอาหารค่ะ

โดยส่วนมาก เราจะพบสารซีลีเนียมในจมูกข้าวสาลี กระเทียม มะเขือเทศ ข้าวกล้อง และอาหารทะเล เป็นต้น ส่วนวิตามินอี จะมาจากการรับประทานจมูกข้าวสาลี ซีเรียลชนิดโฮลเกรน จมูกข้าวสาลี ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่างๆ และผักใบเขียวอย่าง ผักโขม เป็นต้น

 แต่ทว่าการดูดซึมวิตามินอีจากอาหารธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันอาจเป็นเรื่องที่ยากและไม่ค่อยสะดวกนัก

ดังนั้นการทานวิตามินอีเสริม ปริมาณไม่เกิน 400 IU ต่อวัน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินอีได้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน

5. วิตามินดี .. ดีจริงๆ

เทคนิคลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

วิตามินดีนอกจากจะเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกโดยการทำหน้าที่ดูดซึมแคลเซียมแล้ว ยังมีหน้าที่สำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากพบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่างๆนั้น มีระดับวิตามินดีต่ำมาก ซึ่งอาจสามารถตีความได้ว่าการที่เรามีระดับวิตามินดีต่ำนั้นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งในการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

รังสียูวีในแสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการสังเคราะห์วิตามินดีใต้ชั้นผิวหนังของเรา จากงานวิจัยจำนวนมากพบว่า เพื่อให้ได้รับปริมาณวิตามินดีอย่างเพียงพอในแต่ละวันนั้น คุณจำเป็นต้องสัมผัสแสงแดดโดยตรงเป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที แต่ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการตากแดดแรงๆ เพราะอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้นะคะ

มาถึงตรงนี้คุณคงคิดว่าเรื่องการขาดวิตามินดีนี้คงไม่น่าเป็นห่วงสำหรับคนไทยใช่ไหมคะ?

แต่จากผลการตรวจเลือดของผู้ใช้บริการ Vitaboost ที่ผ่านๆ มาเราพบว่าประมาณ 98% ของผู้ใช้บริการเราขาดวิตามินดี นั่นอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ทาครีมกันแดด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงทุกวิถีทาง เพราะกลัวผิวเสีย กลัวโรคมะเร็งผิวหนังจะตามมา

ส่วนอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดีนั้น คือ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ แต่จะมีวิตามินดีในปริมาณที่ไม่มากนัก โดยถ้าหากจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน คุณจะต้องดื่มนม 10 แก้วต่อวันเลยทีเดียว เพราะร่างกายของเราจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดเป็นส่วนมาก และได้รับวิตามินดีจากการทานอาหารเป็นส่วนน้อย เพราะฉะนั้นอีกวิธีหนึ่งที่ดิฉันอยากจะแนะนำ คือการเลือกทานวิตามินเสริมปรุงพิเศษเฉพาะคุณ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินในปริมาณที่พอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไปค่ะ

สรุป

โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ไม่ใช่แค่การติดเชื้อที่จะสามารถหายขาดเพียงเพราะทานยาได้ เนื่องจากสาเหตุหลักๆ จะมาจากความเสื่อมสภาพของร่างกายตามธรรมชาติ และพฤติกรรมการกิน ซึ่งถ้าหากคุณลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเลือกทานอาหารและเพิ่มปริมาณสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็จะมีส่วนช่วยในการป้องกัน ชะลอ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ อย่าง มะเร็งต่อมลูกหมากได้ค่ะ

ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินในปริมาณที่เหมาะสมจากการบริโภคอาหารเพียงอย่างเดียวอาจจะทำได้ไม่สะดวกนัก ลองพิจารณาวิตามินเสริมดูนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานในร่างกายแล้ว ยังสามารถช่วยในเรื่องของการเติมเต็มสารอาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันได้อีกด้วยค่ะ

ถ้าหากคุณมีข้อสงสัย หรืออยากได้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาหารเสริมเพิ่มเติม สามารถลองเช็คโปรแกรมเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ หรือติดต่อทาง Vitaboost ได้ตามช่องทางต่อไปนี้เลยนะคะ

โทร: 02-381-7691

LINE: https://line.me/R/ti/p/%40wordpress-81423-553861.cloudwaysapps.com หรือค้นหา @blog.vitaboost.me

Facebook: http://facebook.com/wordpress-81423-553861.cloudwaysapps.com

Email: [email protected]