เรื่องของ Vitamin C ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

เราต่างได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ว่าถ้าขาดวิตามินซี (Vitamin C) จะเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือโรคลักกะปิดลักกะเปิด แต่ทุกท่านทราบมั้ยคะว่า วิตามินซีจริงๆแล้วมีหน้าที่สำคัญมากกว่านั้น ทราบมั้ยคะว่าเราจะหาวิตามินซีจากแหล่งอาหารธรรมชาติได้จากที่ไหน และวิตามินตัวนี้มันมีโทษหรือมีอันตรายอะไรหรือเปล่า

Vitamin C คืออะไร ?

วิตามินซี ถูกค้นพบตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 เนื่องจากทหารเรือจำนวนมากที่เดินเรือไปในทะเลเป็นระยะเวลานาน ทำให้ขาดแคลนพวกผักและผลไม้สด มีอาการเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) และสุขภาพไม่ค่อยดีมีอาการอ่อนเพลียอยู่บ่อยๆ แต่ก็มีทหารเรือกลุ่มนึงที่ไม่มีอาการดังกล่าว ผู้คนสังเกตเห็นว่ากลุ่มที่ไม่มีอาการนี้จะรับประทานมะนาวเป็นประจำ

ต่อมาในปี 1982 พบว่าหาสารอาหารสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวคือ “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” หรือ วิตามินซี ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิตามินจำเป็นที่มีความสำคัญกับร่างกายเป็นอย่างมากช่วยในกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกาย

ประโยชน์และคุณสมบัติของ Vitamin C

วิตามินซี นอกจากแก้ปัญหาเลือดออกตามไรฟันแล้ว ยังมีความสำคัญในกระบวนการต่างๆเหล่านี้ด้วย

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

วิตามินซี มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นโรคหวัด หากเราเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น

มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่า หากเรารับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 mg/วัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายเป็นหวัดได้เร็วขึ้น 21% หากเรารับประทานวิตามินซีเป็นประจำ เพื่อรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหวัดได้

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) 

วิตามินซี มีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากขบวนการเผาผลาญอาหารให้ได้พลังงาน (Metabolism) ในร่างกาย หรือจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ซึ่งอนุมูลอิสระต่างๆเหล่านี้จะทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ หรืออาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ที่ผิดปกติได้ เมื่อเซลล์เสื่อมสภาพเร็วจึงเป็นต้นเหตุของการแก่ก่อนวัย และหากเซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์ที่ผิดปกติส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็งนั่นเอง

นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น

บำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส เนียนนุ่มเหมือนผิวเด็ก

วิตามินซี มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนที่ผิว ช่วยบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใสนุ่มเด้งเหมือนผิวเด็ก พร้อมฟื้นบำรุงผิวที่แห้งกร้านจากการถูกแดดเผา ให้กลับมาเรียบเนียนและดูมีสุขภาพผิวดีอีกครั้ง ซึ่งวิตามินซีทำหน้าที่ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น

ช่วยเสริมสร้างความจำ

วิตามินซีมีประสิทธิภาพในการรักษาสภาพของเซลล์ประสาท ซึ่งการทำงานของวิตามินซีในส่วนของความจำนี้ จะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

แหล่งของ Vitamin C ในธรรมชาติ

รู้หรือไม่คะ?! ผลไม้ที่วิตามินซีสูงที่สุด คือ มะขามป้อม” ซึ่งมีวิตมินซีมากถึง 276 mg/100 g

ประโยชน์ของมะขามป้อม

  • ช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการเจ็บคอ มีส่วนช่วยในการละลายเสมหะได้เป็นอย่างดี
  • บรรเทาอาการหวัด ลดไข้ ตัวร้อนแค่ไหนแค่ทานมะขามป้อมก็เอาอยู่
  • ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา และรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น

ลองลงมาคือ “ฝรั่ง” ที่มีวิตามินซี 160 mg/100 g

ประโยชน์ของฝรั่ง

  • มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง และช่วยต้านเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
  • มีฤทธิ์เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูกและช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • บรรเทาอาการปวดฟัน และเสริมสร้างเหงือกและฟันให้แข็งแรง ทั้งยังลดอาการอักเสบของเหงือกได้

ศัตรูของ Vitamin C

จะเห็นได้ว่า วิตามินซีในผักผลไม้ตามธรรมชาติมีค่อนข้างสูงใช่มั้ยคะ แต่ตัวทำลายหรือศัตรูของวิตามินซีในธรรมชาติก็มีมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแสง ออกซิเจน ความร้อน เพียงแค่เราปอกผลไม้เพื่อรับประทาน ถ้าเราปอกแล้วยังไม่ทาน วางทิ้งไว้ วิตามินซีในผลไม้ก็จะสลายตัวไปเรื่อยๆ เนื่องจากถูกแสง และอากาศจากรอบๆค่ะ ดังนั้น เมื่อปอกผลไม้แล้วควรรับประทานให้หมด ไม่ควรปอกหรือเตรียมผลไม้ไว้ในปริมาณมากในครั้งเดียว เพราะอาจทำให้สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการได้ค่ะ

ส่วนพฤติกรรมที่ทำลายวิตามินซีในร่างกายได้มากที่สุดก็คือการสูบบุหรี่ และความเครียดค่ะ

จะเห็นได้ว่า การรับวิตามินซีจากธรรมชาติให้ได้ปริมาณที่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการนั้นค่อนข้างยาก และยังมีศัตรูของวิตามินซีในธรรมชาติที่ขัดขวางให้เราได้รับวิตามินซีน้อยลงไปอีก แต่เรายังมีตัวช่วยที่สามารถทำให้เราได้รับวิตามินซีเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการได้ค่ะ คือ การทานวิตามินเสริมนั่นเอง”

ปริมาณที่เหมาะสม และวิธีรับประทาน

วิตามินซีเสริมนั้น มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความสะดวกและความต้องการของแต่ละคนเลยค่ะ ทั้งแบบเม็ด แคปซูล น้ำเชื่อม ลูกอมหรือแบบผง แต่สิ่งที่ควรระวังที่จะมาพร้อมวิตามินซีคือ “น้ำตาล” แนะนำว่าให้อ่านฉลากดูรายละเอียด ปริมาณวิตามินซี และปริมาณน้ำตาลด้วยนะคะ หากเน้นแต่ความอร่อย อาจได้น้ำตาลเป็นของแถมโดยที่เราไม่ต้องการก็ได้ค่ะ

ควรรับประทานวิตามินซีอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ควรรับประทานให้เป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และควรรับประทานในเวลาประมาณ 9-10 โมงเช้า พร้อมมื้ออาหาร เพราะจะช่วยให้วิตามินซีถูกดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีค่ะ

ไม่ควรรับประทานวิตามินซีตอนท้องว่าง เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองกับทางเดินอาหาร เนื่องจากวิตามินซีมีความเป็นกรด อาจจะเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางครั้งอาจถึงขั้น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัวได้ค่ะ

ในแต่ละวันเราควรรับประทานวิตามินซีในปริมาณเท่าไหร่

การรับประทานวิตามินซีให้มีประสิทธิภาพ ควรรับประทานในปริมาณที่พอดีกับที่ร่างกายต้องการ คือไม่มากหรือไม่น้อยเกินไปค่ะ

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายเราจริงๆแล้วต้องการวิตามินซีในปริมาณเท่าไหร่?? เราสามารถตรวจวัดระดับวิตามินซีในเลือดได้ เพื่อดูภาวะความสมดุลของวิตามินซีในเลือดเรา ว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการหรือไม่ค่ะ

หากคุณตรวจวัดระดับวิตามินซีในร่างกายแล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ (35.01 – 79.49 umol/L) ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 300 – 450 mg/วัน

หากคุณตรวจวัดระดับวิตามินซีในร่างกายแล้วพบว่าอยู่ใน “ภาวะพร่องวิตามินซี” (11.36 – 35.00 umol/L) ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 600 mg/วัน

หากคุณตรวจวัดระดับวิตามินซีในร่างกายแล้วพบว่าอยู่ใน ภาวะขาดวิตามินซี” (<11.36  umol/L) ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 1,000 mg/วัน และตรวจติดตามผลระดับวิตามินซีในเลือดใหม่อีกครั้ง ประมาณ 3 เดือน

หากคุณตรวจวัดระดับวิตามินซีในร่างกายแล้วพบว่าอยู่ใน ภาวะวิตามินซีเกินขนาด” (>79.49 umol/L) ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 0 mg/วัน และตรวจติดตามผลระดับวิตามินซีในเลือดใหม่อีกครั้ง ประมาณ 3 เดือน

Vitamin C มากเกินไปเกิดโทษอย่างไร?

ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้รับประทานวิตามินซีเกินกว่า 2,000 mg/วัน เนื่องจากวิตามินซีเป็นวิตามินละลายน้ำ หากรับประทานเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการจะสามารถขับทิ้งทางปัสสาวะได้ค่ะ แต่ในทางกลับกันหากมีการขับส่วนเกินทิ้งทุกวันๆ ก็จะเพิ่มโอกาสการตกตะกอนของผลึกวิตามินซี ทำให้กลายเป็นนิ่วในไต หรือในทางเดินปัสสาวะได้ค่ะ

ดังนั้นคนเราจึงควรบริโภควิตามินซีในประมาณที่พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ซึ่งในปัจจุบันนี้มีบริการตรวจวัดระดับวิตามินซีในเลือดเพื่อดูว่า ณ ตอนนี้ร่างกายเรามีวิตามินซีอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ และปรุงวิตามินในปริมาณที่ร่างกายต้องการอย่างแท้จริงตามผลการตรวจเลือดได้ เพื่อลดปัญหาการรับประทานวิตามินเกินพอดีที่อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพที่จะตามมาค่ะ

ซึ่งคุณสามารถปรึกษาดิฉันได้ตามช่องทางเหล่านี้เลยค่ะ

LINE: @vitaboost.me (มี “@”) หรือ คลิกที่นี่

Facebook: Vitaboost.me

Website: http://blog.vitaboost.me/

IG: Vitaboost.me