คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรเสริมวิตามินตัวไหนและห้ามกินวิตามินอะไรบ้าง?

หญิงตั้งครรภ์ควรระมัดระวังการรับประทานอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และคุณลูก คุณแม่ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่และใน 1 มื้อควรมีอาหารที่หลากหลาย แต่คำถามที่พบบ่อยคือ ควรทานวิตามินตัวไหน หรือ ไม่ควรทานวิตามินตัวไหน วันนี้ไวตาบูสท์มาช่วยไขข้อข้องใจกันค่ะ

วิตามินและอาหารเสริมที่คุณแม่ควรได้รับขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

  • กรดโฟลิกหรือโฟเลท กรดโฟลิกจำเป็นมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ กรดโฟลิกมีส่วนช่วยในการลดการเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural tube defect) ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวกับระบบประสาทและไขสันหลัง (Spina Bifida) ซึ่งภาวะดังกล่าวสามารถพบได้ในอายุครรภ์ 28 วันหลังจากปฏิสนธิควรได้รับ Folic Acid อย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน และรับประทานต่อเนื่องอีก 12 สัปดาห์ของช่วงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังพบกรดโฟลิกในอาหาร ได้แก่ ผักใบเขียว ถั่ว และผลไม้

  • ธาตุเหล็ก จำเป็นต่อการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งช่วยในการขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ธาตุเหล็กจึงมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ ดังนั้นคุณแม่จึงควรได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยในการพัฒนาของทารกในครรภ์ ธาตุเหล็กสามารถพบได้ในอาหารประเภท เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ตำลึง ถั่วและงา วิตามินซีมีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ดังนั้นควรแนะนำให้รับประทานพร้อมกับผักผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามินซี และควรรับประทานธาตุเหล็กให้ห่างจากนม ชา กาแฟ อย่างน้อย2ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก

  • แคลเซียม เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันของลูก ดังนั้นแคลเซียมในร่างกายคุณแม่จึงถูกดึงไปใช้ในการสร้างพัฒนาการของลูก คุณแม่ควรได้รับแคลเซียมเสริมเพื่อช่วยในป้องกันการเกิดอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ แหล่งของแคลเซียมที่มีในอาหาร ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว เต้าหู้ ปลาที่สามารถรับประทานได้ทั้งตัว ถั่วและงา

  • วิตามินดี จำเป็นสำหรับระบบภูมิคุ้มกัน ความแข็งแรงของกระดูกและฟัน คุณแม่จึงควรได้รับวิตามินดีที่พอดี โดยสามารถได้รับจากการออกไปตากแดดอ่อนๆวันละ 30-45 นาที หรือการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดี ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม เต้าหู้ ถั่วธัญพืชต่างๆ หลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินดีเสริม

  • วิตามินซี คุณแม่ควรได้รับวิตามินซีในปริมาณที่พอเหมาะ โดยคุณแม่สามารถได้รับวิตามินซีจากอาหารต่างๆ เช่น ส้มและน้ำส้ม สตรอเบอร์รี่ ผักใบเขียว มันฝรั่ง

  • กรดไขมันที่ดี ในน้ำมันปลาประกอบด้วยกรดไขมัน 2 ชนิด คือ EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ DHA (Docosahexaenoic Acid) ซึ่งกรดไขมันทั้ง2ชนิดจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองของทารกในครรภ์ นอกจากนี้คุณแม่สามารถได้รับกรดไขมันชนิดนี้จากปลาทะเลที่สุกและมีปริมาณของปรอทต่ำ ถั่วต่างๆ อะโวคาโด

Omega 3 – Polyunsaturated fatty acid - Vitaboost

นอกจากนี้ยังมีอาหารและอาหารเสริมคุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

  • วิตามินเอ เป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ซึ่งวิตามินเอมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบการมองเห็นและระบบภูมิคุ้มกันของทารกในครรภ์ แต่ก็ไม่ควรได้รับวิตามินเอในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากสามารถทำให้ทารกที่คลอดออกมาพิการได้ อาจเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด หรือแท้งบุตรได้ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการรับประมานอาหารเสริมที่มีวิตามินเอเป็นส่วนประกอบ

  • วิตามินอี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน พบได้ในน้ำมันพืช ถั่ว ผักใบเขียวบางชนิด หากหญิงตั้งครรภ์ ได้รับอาหารเสริมที่มีวิตามินอีประกอบเป็นสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงของอาการปวดท้องและภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์คลอด
  • อาหารสด หรืออาหารที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำให้สุกโดยใช้ความร้อน เนื่องจากสามารถเกิดการติดเชื้อได้จากอาหารเหล่านี้ ในอาหารดิบ ในอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุกมีเชื้อโรคทั้งไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ทำให้คุณแม่มีอาการอ่อนเพลียหรืออาจเกิดอาการรุนแรงได้ถึงขั้นแท้งได้ นอกจากนี้เชื้อโรคบางชนิดสามารถผ่านรกจากแม่เข้าสู่ทารกในครรภ์ได้ ทำให้ทารกในครรภ์เกิดอาการผิดปกติหรือเสียชีวิตได้ อาหารสดรวมถึงปลาดิบ ไส้กรอก ไข่ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ
  • เครื่องในสัตว์ ในเครื่องในสัตว์เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก วิตามินบี12 วิตามินเอ และทองแดง (Copper) เครื่องในสัตว์ดีต่อคนที่เตรียมตั้งครรภ์ แต่หากตั้งครรภ์แล้วไม่ควรรับประทานมากเกินไป เนื่องจากมีระดับของวิตามินเอและทองแดงในระดับสูง อาจทำให้เกิดทารกพิการและตับเป็นพิษได้ อย่างไรก็ดีคุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรทานเครื่องในสัตว์เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • คาเฟอีน พบได้ในชา กาแฟ น้ำอัดลมและโกโก้ ในผู้หญิงตั้งครรภ์ควรจำกัดการรับประทานคาเฟอีน ไม่ควรเกินวันละ 200 mg หรือ กาแฟ 2-3 แก้ว คาเฟอีนสามารถดูดซึมได้ดีและผ่านรกเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้ง่าย คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะและขับแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ต่างๆของทารกในครรภ์ นอกจากนี้ยังทำให้หัวใจของทารกเต้นเร็ว และยังทำให้คุณแม่เกิดภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ได้และคาเฟอีนมีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็กอีกด้วย
  • แอลกอฮอล์ คุณแม่ควรงดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งลูกได้นอกจากนี้ยังมีผลต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์

คุณแม่ควรได้รับสารอาหารที่พอเหมาะและหลากหลายเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ควรระมัดระวังการทานวิตามินบางรายการซึ่งอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดเพื่อให้ลูกน้อยคลอดออกมาอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์

Reference :

http://americanpregnancy.org/pregnancy-health/herbs-and-pregnancy/

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1804304/

https://www.nhs.uk/conditions/pregnancy-and-baby/vitamins-minerals-supplements-pregnant/

https://www.healthline.com/nutrition/supplements-during-pregnancy

https://www.amarinbabyandkids.com/food-nutrition/pragnancy-nutrition/pregnancy-beauty/2/

https://www.webmd.com/baby/guide/prenatal-vitamins#1

https://healthywa.wa.gov.au/Articles/U_Z/Vitamin-D-for-pregnant-women-and-new-mothers

http://americanpregnancy.org/pregnancy-health/vitamin-d-and-pregnancy/

https://www.healthline.com/nutrition/11-foods-to-avoid-during-pregnancy#section5

https://th.theasianparent.com/แม่ติดกาแฟต้องรู้-คาเฟอีนมีผลอย่างไรต่อลูกในท้อง/