วิตามินปรุงเฉพาะบุคคลคืออะไร?

วิตามินและแร่ธาตุนั้นถือเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้มีประสิทธิภาพซึ่งเราควรได้รับจากการทานอาหารให้ครบห้าหมู่ในแต่ละวัน แต่ในปัจจุบันการทานอาหารให้ครบห้าหมู่ทานผักผลไม้ครบทุกสีในแต่ละวันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคนี้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย พอเหนื่อยก็ไปหาของอร่อยทาน

ซึ่งงานสำรวจของสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขก็พบว่ามีคนไทยเพียงร้อยละ 26 ที่ทานอาหารครบห้าหมู่และทานผักผลไม้เพียงพอ และมีเพียงร้อยละ 26.1 เท่านั้นที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

ยิ่งไปกว่านั้นคุณค่าทางอาหารในผักผลไม้ที่เราทานก็ลดลงจากกระบวนการในการปรุงอาหาร เช่น การทอด ต้ม จนเหลือน้อยมาก เทรนด์การบริโภควิตามินเสริมจึงเป็นที่นิยม และอยู่คู่กับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ เห็นได้จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินเสริมต่างๆ ที่มีวางจำหน่ายมากมาย หลากหลายแบรนด์ในท้องตลาด

วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล

ซึ่งหลายๆ คนคงเคยซื้อหาวิตามินหรือแร่ธาตุมารับประทานเสริม เพื่อบำรุงร่างกายบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่คุณเคยถามตัวเองมั้ยว่า จริงๆ แล้วพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของตัวเราเองนั้น มีความเสี่ยงที่ร่างกายจะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุชนิดใดบ้าง การรับประทานอาหารทั่วไปทำให้เราได้รับวิตามินเพียงพอแล้วหรือยัง ปริมาณวิตามินในผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกซื้อมารับประทานเสริมนั้นเพียงพอหรือเกินความต้องการหรือไม่ และคุ้มค่ากับจำนวนเงินที่เสียไปหรือเปล่า

หลายๆ คนอาจตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ เพราะ “คุณอาจไม่เคยรู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วร่างกายตัวเองนั้นกำลังขาดสารอาหารอะไร หรือต้องการสารอาหารชนิดนั้นๆ ในปริมาณเท่าไหร่”

ที่สำคัญคุณเคยสังเกตไหมว่า วิตามินหรือแร่ธาตุเสริมชนิดเดียวกัน เมื่อต่างคนใช้ กลับให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน

แต่จริงๆ แล้วคำถามนี้ตอบได้ง่ายมาก ก็เพราะว่า “ร่างกายของแต่ละคน นั้นจะมีความแตกต่างกันออกไป” ไม่ว่าจะเป็นสภาวะของร่างกาย เพศ อายุ น้ำหนัก พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การทานผักผลไม้ การออกกำลังกาย และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การขาดการพักผ่อน ความเครียด หรือโรคประจำตัวต่างๆ ล้วนแต่เป็นตัวแปรที่ทำให้แต่ละคนมีความแตกต่าง เมื่อแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การรับประทานวิตามินตัวเดียวกันในปริมาณเท่ากันก็จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปดังคำกล่าวที่ว่า “One size does not fit all” ค่ะ

เพราะฉะนั้นการเลือกใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริมควรต้องคำนึงถึงความต้องการจริงของร่างกายแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของสุขภาพตามที่คุณต้องการ

เพราะถ้าร่างกายได้รับวิตามินในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ แต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่น้อยเกินความจำเป็น ก็จะไม่ได้ผลหรือส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน

ดังนั้นบทความนี้ Vitaboost จะมาอธิบายถึงการเลือกรับประทานวิตามินเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด หรือวิตามินปรุงเฉพาะบุคคล (Personalized Supplements) นั่นเองค่ะ

วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล คืออะไร?

วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล

ในปัจจุบันนี้จึงมีการดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการและการแพทย์ทางเลือกที่เรียกว่า “วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล” (Personalized Supplements) มาช่วยตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพดังกล่าว โดยวิตามินปรุงเฉพาะบุคคลนี้ เป็นการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมวิตามิน เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม และตรงกับความต้องการของร่างกายคุณอย่างแท้จริง

โดยคุณสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือปรึกษาเราทาง [email protected] ได้ที่นี่เลยค่ะ

วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล นั้นจะถูกปรุงโดยการชั่งตวงวิตามิน แร่ธาตุ และสารสกัดจากอาหารธรรมชาติต่างๆ มาผสมรวมกัน บรรจุลงแคปซูล  ซึ่งมีการคำนวณชนิดและปริมาณให้เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ตามสูตรที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกำหนดตามหลักเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging science) หลังจากที่ได้วินิจฉัยจากผลตรวจวิเคราะห์ระดับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระในเลือดค่ะ

ปริมาณของสารอาหารแต่ละชนิดที่จัดให้จะต้องแม่นยำในระดับมิลลิกรัม

นอกจากนั้นแล้วความต้องการทางด้านผลลัพธ์ของแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละคนอาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น ความต้องการด้านความงาม มีผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย ชะลอความทรุดโทรมของร่างกาย การฟื้นฟูสุขภาพ ควบคุมน้ำหนัก ลดปริมาณไขมันและน้ำตาลในเลือด ส่งเสริมด้านความจำ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต

ดังนั้นแพทย์ของไวตาบูสท์จึงเลือกกลุ่มวิตามินและอาหารเสริมที่ผลิตจากธรรมชาติ 100% หลากหลายชนิดที่มีฤทธิ์ช่วยแก้ปัญหาหรือเสริมสร้างร่างกายตามเป้าหมายสุขภาพของผู้ใช้บริการ ซึ่งการใช้กลุ่มวิตามินและอาหารเสริมหลายชนิดนั้นจะช่วยกันออกฤทธิ์และได้ผลลัพธ์ดีกว่าการทานอาหารเสริมชนิดเดียวมาก

รู้ได้อย่างไร ว่าร่างกายต้องการสารอาหารชนิดไหนในปริมาณเท่าไหร่

วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล

การตรวจวัดระดับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ในร่างกายโดยการเจาะเลือดและนำเลือดไปตรวจในห้องปฏิบัติการนั้นเป็นวิธีตรวจที่ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งแพทย์จะสามารถนำข้อมูลจากการวิเคราะห์ผลเลือด มาประกอบข้อมูลประวัติสุขภาพ ได้แก่ เพศ อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ระดับความเครียด หรือโรคประจำตัวต่างๆ มาคำนวนปริมาณ (dosage) สารอาหารแต่ละชนิดที่บุคคลนั้นควรได้รับในแต่ละวัน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาสุขภาพของแต่ละคนได้อย่างตรงจุด

ตัวอย่างผลวิเคราะห์เลือด

หลังจากได้ผลเลือดของแต่ละคนแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของไวตาบูสท์จะทำการวิเคราะห์ผลเลือดและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลเลือดที่เข้าใจง่าย ตามสีไฟจราจร (เขียว เหลือง ส้ม แดง) และยังมีคำแนะนำเฉพาะบุคคลเพื่อให้การดูแลสุขภาพของคุณทำได้ง่ายขึ้น โดยผู้ใช้บริการสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Vitaboost (ทั้ง iOS และ Android) เพื่อดูรายงานผลเลือดและประวัติผลเลือดได้แล้ววันนี้

การวัดระดับวิตามินและแร่ธาตุสำคัญจริงหรือ?

เมื่อรู้ต้นตอของปัญหาแล้วการแก้ไขก็สามารถทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการวัดระดับวิตามินในร่างกายมีความสำคัญอย่างมากกับการจัดปริมาณวิตามินให้ได้ผลให้ช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ เช่น กรณีของวิตามิน D

วิตามิน D นั้นเป็นวิตามินที่แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ โดยปริมาณที่แนะนำที่ควรบริโภคต่อวันที่หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด (RDI) คือ 200 หน่วย (IU) หรือ 5 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ต้องอย่าลืมว่าปริมาณ (Dose) แนะนำนี้คือปริมาณแนะนำสำหรับคนที่มีสมมติฐานว่ามีระดับวิตามิน D อยู่ในระดับปกติ (30-150 ng/mL) แต่ไวตาบูสท์พบว่าผู้ที่ได้มาตรวจวิตามิน D ในร่างกายกับเรากว่าร้อยละ 95 ขาดวิตามิน D หรือมีวิตามินดีไม่เพียงพอ (< 30 ng/mL) โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 14.18 ng/mL

เนื่องจากคนยุคนี้ชอบหลบแดดและทาครีมกันแดดเพราะกลัวผิวคล้ำหรือมะเร็งผิวหนัง เราพบว่าบางคนที่ซื้อวิตามินรวมหรือวิตามิน D ทานเป็นประจำก็ยังมีภาวะขาดวิตามิน D ได้เนื่องจากปริมาณที่ได้รับไม่เพียงพอ โดยกลุ่มคนที่มีภาวะขาดวิตามิน D นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับวิตามิน D มากกว่าคนปกติในปริมาณที่จะสามารถแก้ไขภาวะขาดวิตามิน D ได้ ซึ่งควรจะเป็น 2,000-3,000 หน่วย (IU) ต่อวันเป็นเวลา 3-6 เดือนจนกว่าระดับวิตามิน D จะกลับมาสู่ภาวะปกติจึงจะปรับปริมาณ (Dose) ลง

บางคนทานวิตามินเสริมผิดตัวมาตลอดชีวิตโดยไปทานแต่วิตามินตัวที่ร่างกายของเราไม่ได้ขาด ไวตาบูสท์จึงอยากแนะนำให้ทุกคนหาโอกาสตรวจระดับวิตามินและแร่ธาตุในเลือดสักครั้งเพื่อให้การดูแลตัวเองสามารถทำได้ดีขึ้น

ขั้นตอนการปรุงวิตามินและการรับประทาน

หลังจากแพทย์ได้คำนวณปริมาณและชนิดของวิตามินสำหรับแต่ละคนแล้วก็จะออกใบสั่งแพทย์เพื่อสั่งผลิตวิตามินเฉพาะบุคคล ซึ่งจะถูกปรุงโดยเภสัชกรที่เชี่ยวชาญด้าน Compound Vitamins and Supplements การผลิตจะเป็นการปรุงสารอาหารสำหรับแต่ละคนด้วยความแม่นยำ และควบคุมสัดส่วนอย่างเหมาะสมตามใบสั่งของแพทย์ การผลิตทุกขั้นตอนจะทำในห้องปลอดเชื้อ (Clean Room) มาตรฐานสูง ซึ่งจะควบคุมฝุ่นละออง ความชื้นและการปนเปื้อนตลอดเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าวิตามินเฉพาะบุคคลจะมีคุณภาพสูงที่สุดและปราศจากอันตรายต่อร่างกาย

วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล

กระบวนการผลิตจะเป็นการปรุงขึ้นมาเฉพาะสำหรับแต่ละคนทีละคน โดยปัจจุบันไวตาบูสท์ยังมีการนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาช่วยแพทย์ในการคำนวณปริมาณและชนิดของอาหารเสริมที่เหมาะสมของแต่ละบุคคลให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพขึ้นได้

ซึ่งจะช่วยแพทย์จดจำระยะเวลาของการทานวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด (เช่น วิตามินที่ละลายในไขมัน และแร่ธาตุบางชนิด) ของแต่ละคนเพื่อเตือนให้หยุดการทานวิตามินบางชนิดทุก 3 หรือ 6 เดือนเพื่อป้องกันผลเสียต่อร่างกายด้วย ส่วนในเรื่องของการรับประทานนั้น จะแบ่งรับประทานออกเป็น 2 มื้อ ต่อวันพร้อมอาหารเพื่อการดูดซึมที่ดีขึ้นค่ะ

กล่องวิตามินที่ผู้ใช้บริการจะได้รับในแต่ละเดือน (30 วัน)

ผลลัพธ์จากการทานวิตามินปรุงเฉพาะบุคคล

ความสมดุลคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของร่างกายมนุษย์ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุจำเป็นในปริมาณที่พอดี ทำให้มีส่วนเกินที่จะต้องขับทิ้งน้อย  ส่งผลให้ตับและไตไม่ต้องทำงานหนัก  ซึ่งการได้รับวิตามินหรือแร่ธาตุเกินความจำเป็น นอกจากสิ้นเปลืองแล้วยังเสี่ยงที่จะสะสมในร่างกายจนเกิดความเป็นพิษอีกด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นโดยไม่ต้องเดาว่าเราควรรับประทานวิตามินตัวไหนในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ

โดยไวตาบูสท์ขออนุญาตนำตัวอย่างผลเลือดเปรียบเทียบก่อน-หลังของผู้ใช้บริการท่านหนึ่งเพื่อแสดงความเปลี่ยนแปลงของค่าต่าง ๆ ในร่างกายหลังจากได้รับประทานวิตามินเฉพาะบุคคลประมาณ 6 เดือน (ระยะเวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าบุคคลคนนั้นขาดวิตามินมากหรือน้อย) โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะพบว่าร่างกายของตนสดชื่นขึ้น อ่อนเพลียน้อยลง นอนหลับสบายขึ้น ขับถ่ายดีขึ้น ผิวพรรณสดใสขึ้น และอาการบางอย่าง เช่น การปวดกล้ามเนื้อ ข้อ เข่า และศีรษะ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายของเรากลับมามีความสมดุลอีกครั้งค่ะ

ระดับค่าต่าง ๆ ที่เคยสูงเกินปกติ เช่น คอเลสเตอรอล ไขมัน LDL เบต้าแคโรทีน วิตามิน ซี ไลโคปีน และอัลฟาแคโรทีน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และระดับค่าต่าง ๆ ที่เคยต่ำกว่าปกติก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น วิตามิน ดี, แกมม่า โทโคฟีรอล, วิตามิน เอ

อีกทั้งวิตามินปรุงเฉพาะบุคคลนั้นสามารถวัดผลความเปลี่ยนแปลงเป็นตัวเลขได้ซึ่งจะมีการดูแล ติดตามผลและประเมินสุขภาพของผู้ที่ได้รับวิตามินเป็นระยะๆ จึงสามารถให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีกว่าการรับประทานวิตามินสำเร็จรูป

วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล

สรุป

การเลือกใช้วิตามินปรุงเฉพาะบุคคล เป็นการดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการและเป็นศาสตร์แพทย์ทางเลือกที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเป็นวิธีการสร้างสมดุลในร่างกายแบบมีประสิทธิภาพและวัดผลได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของร่างกายคุณได้ตรงจุด และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารถูกชนิดในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ

*หมายเหตุ: ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน การตอบสนองต่อวิตามินและสารอาหาร ความรุนแรงของการขาดวิตามินหรือภาวะวิตามินเกินด้วย